รีวิว Age of Extinction (2014) ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 4 มหาวิบัติยุคสูญพันธุ์

        รีวิว Age of Extinction (2014) ทรานส์ฟอร์เมอร์ส 4 มหาวิบัติยุคสูญพันธุ์ สิ้นสุดสงครามไตรภาคระหว่าง Autobots และ Decepticons แต่เขาก็ยังยืนยันว่ามันเป็นส่วนสุดท้ายของเนื้อเรื่องแรกเท่านั้น คราวนี้นำไปสู่แนวเรื่องใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามระหว่างคนทั้งสอง หรือมันไม่ถูกต้องนักที่จะนำไปสู่จุดเริ่มต้นของแนวเรื่องใหม่ แม้จะไม่ได้ฟังอะไรมากมาย

         ทั้งหมดนี้อาจเป็น เพราะรายได้จากภาคที่ 3 ทำเงินไปอย่างน้อย 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จนเรียกได้ว่าได้กำไรมหาศาลจากหนังหุ่นยนต์พลิกโฉมเรื่องนี้ คงไม่แปลกใจถ้าเรื่องที่ไม่คาดคิดจะทำให้ภาคใหม่กลับมาติดตามอีกครั้งซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้าย จริงเท็จแค่ไหน ดูจบแล้วคำตอบจะปรากฎว่าสิ่งที่ผู้กำกับกำลังเล่นคือตัวเลขของจิตวิทยา หากรายได้ถึงเป้าหมายเราก็ไม่ต้องคิดเรื่องที่จะเล่าถ้ามีเงื่อนงำที่คนดู เป็นที่น่าสงสัยจนมีคนมาขอเพราะเรื่องยังไม่เคลียร์

        เนื่องจากไตรภาคที่แล้วจบลงและต้องการนำไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากภาคที่แล้วโดยมีเนื้อเรื่องแยกจากกัน ทำให้ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร หุ่นยนต์ อะไรก็ตามที่เราคุ้นเคย ถูกกำจัดไปเกือบหมด เหมือนกับการรีบูตตัวเองเพื่อเข้าสู่ประเด็นใหม่เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้น แน่นอนว่าตัวละครต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด เช่นเดียวกับเด็กนอกโรงเรียนที่กำลังเข้ามหาวิทยาลัย และได้รับรถที่แปลงร่างเป็นหุ่นยนต์

        โดยบังเอิญซึ่งต่อมาหลายคนรู้จักจากตัวตนสีเหลือง ใช้คำพูดที่ตัดประโยคจากสัญญาณวิทยุ ซึ่งก็คือบัมเบิลบีนั่นเอง หลายคนยังคงเสพติด รีวิว Age of Extinction ที่เล่นโดย Shia LaBeouf ตัวเอกของไตรภาคก่อนหน้า แต่มีปัญหาชัดเจนตั้งแต่ภาคสองเริ่มเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของหุ่นยนต์จึงมักเข้ามาแทรกแซงจนดูเหมือนเป็นการโน้มน้าวใจที่ไม่จำเป็น ซึ่งดึงมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย (โดยเฉพาะพ่อแม่ของแซมที่เป็นหนึ่งใน ปัญหาที่กวนใจคนดูจนดูน่าเบื่อและฉุนเฉียว) แม้ว่าปัญหากวนใจนี้จะตามมาจนครบไตรภาค (ยกเว้นช่วงแรกๆ น่าจะเป็นภาคแรก เพราะยังใหม่อยู่ในเรื่อง) แต่กับภาคนี้

        องค์ประกอบของตัวละครทำงานได้ดีขึ้นมากในการแยกแยะสิ่งรบกวนสมาธิทั้งหมดและเปลี่ยนให้เป็นโครงเรื่องของครอบครัวในเท็กซัสที่จมอยู่กับสิ่งเก่าๆ ใกล้มากจนหลายคนเรียกมันว่าขยะเพื่อนำไปรีไซเคิล เนื่องจากนักประดิษฐ์ Cade Yeager (Mark Wahlberg) ใช้ชีวิตด้วยความเหนื่อยล้าจากการพยายามหาเลี้ยงครอบครัวกับ Tessa Yeager (Nicola Peltz) เธอเป็นลูกสาวคนสวยที่ต้องการยืมเงินเพื่อเรียนต่อ ครอบครัวนี้ทุกอย่างแย่ลงเพราะเงินแทบไม่อยู่ในกระเป๋า

        จนกระทั่งเคดได้รับแรงบันดาลใจเมื่อเขาซื้อรถบรรทุกคันเก่าในสภาพทรุดโทรมมาก ก่อนที่จะรู้สึกคลื่นไส้เมื่อเห็นลูกกระสุนปืนใหญ่ภายในรถราวกับว่ามันกำลังวิ่งผ่านสงคราม แต่ด้วยสถานการณ์ทางการเงินที่ย่ำแย่ และการบ้านถูกยึดเป็นเวลาหลายเดือนตลอดการผ่อนชำระ เขาจึงพยายามซ่อมรถบรรทุกก่อนที่จะพบว่าไม่ใช่โลหะหรือเครื่องจักรธรรมดาๆ แบบนั้น ที่คุ้นเคยเพราะว่ารถบรรทุกคันนี้คือออปติมัส ไพรม์หรือทรานส์ฟอร์มเมอร์

        เป็นเรื่องแปลกที่ตัวละครชุดเก่าถูกลบออกราวกับว่าไม่มีตัวตนเลย แม้ว่าพวกเขาอาจมีอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ที่ผ่านความร้อนและความเย็นของการต่อสู้ของหุ่นยนต์เหล่านี้มาก่อน แต่ถ้าจะพิจารณาสักนิดก็ไม่ต้องคิดมากแต่เป็นช่วงที่สงครามสิ้นสุดลงและทุกคนก็อยู่ในที่ของตน จึงไม่มีอะไรต้องตกลงกันอีกต่อไป ยิ่งกว่านั้น

        โลเคชั่นในภาคนี้ไม่ได้ลุยเข้าไปในเมืองที่มีตึกระฟ้าเหมือนครั้งก่อนๆ ที่ไล่ตามคน เพราะเรื่องราวเริ่มต้นในเท็กซัสในดินแดนแห่งหญ้า และทุ่งนา โดยส่วนตัวชอบฉากต้นเรื่องพอสมควร เพราะดูสบายตา และอบอุ่นด้วยบรรยากาศพระอาทิตย์ตกซึ่งให้อารมณ์สบาย ที่สำคัญ เราได้เรียนรู้อะไรมากมายในช่วงเริ่มต้นของเรื่องนี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างพ่อลูก Jeager (และดีจริงๆ ถ้าเทียบกับครอบครัวในไตรภาคที่แล้ว) พร้อมถามนักแสดงว่ารูปแบบนี้เป็นอย่างไร

        ฉันต้องบอกว่ามันค่อนข้างน่าพอใจที่รู้ว่าเรื่องราวนั้นไม่ดูเด็กอีกต่อไปแต่มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เช่นเดียวกับ Cade ที่เล่นโดย Mark Wahlberg เป็นพ่อหรือ Nicola Peltz เป็นลูกสาวเมื่อมองย้อนกลับไปเล็กน้อยเราก็รู้ว่าพระเอกไม่จำเป็นต้องมีนางเอกอีกต่อไปเพื่อออกมาในสไตล์ความรักหวาน ๆ กลางสงคราม หุ่นยนต์ บางทีความสัมพันธ์แบบนี้อาจจะน่าเบื่อเกินไปเพราะขาดคำว่า “Join Destiny” เหมือนภาคนี้ที่ติดตาข่ายตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง จากเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แบบเด็กๆ ที่ตัดตอนมาเพื่อปกป้องคนที่เรียกว่าพ่อแทน จึงมีอารมณ์ดราม่าซ่อนอยู่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *